แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ it techonology แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ it techonology แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โปรดระวัง!!! แฮกเกอร์ส่งอีเมล์ปลอมแจ้ง "อัพเดต Outlook"

แม้จะย้ำกันสักกี่ครั้ง แต่ก็ยังคงมีผู้ใช้ที่ไม่ทันระมัดระวัง หรือหลงลืมกันอยู่เสมอ นั่นก็คือ ไมโครซอฟท์ไม่แจ้งอัพเดตกับผู้ใช้ทาง"อีเมล์" ล่าสุดผู้ไม่หวังดียังคงใช้มุขนี้หลอกผู้ใช้ด้วยการส่งอีเมล์ที่มีหัวเรื่อง (Subject) ว่า "Critical Update for Microsoft Outlook..." ซึ่งรายละเอียดจะดูเหมือนส่งมาจากไมโครซอฟท์ แต่ความจริงมันมีลิงค์อันตรายซุกซ่อนอยู่ในเมล์

ล่าสุดอีเมล์ฉบับได้กล่าวได้ถูกแพร่กระจายส่งไปยังผู้ใช้ทั่วอินเทอร์เน็ตแล้ว โดยในอีเมล์จะมีลิงค์ข้อความว่า "Update for Microsoft Outlook/Outlook Express (KB910721)" ซึ่ง ดูแล้วมันมีความน่าเชื่อถือมากๆ แต่เมื่อผู้รับคลิกบนลิงค์ดังกล่าว มันจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์อัพเดตปลอม เพื่อดาวน์โหลดโทรจันเข้าไปติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อแทน

รายงาน ดังกล่าวเปิดเผยโดย Trend Micro บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่า มีสแปมเมล์ที่อ้างว่า ส่งมาจากไมโครซอฟท์ เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้อัพเดตซอฟต์แวร์ที่มีข้อผิดพลาด โดยรายละเอียดปรากฎอยู่ในบล็อกของทางบริษัทฯ

"URL ที่ระบุว่า Critical update" ในเว็บไซต์จะดาวน์โหลดมัลแวร์จากที่อื่น ไม่ได้เป็นการดาวน์โหลดจากไมโครซอฟท์ (สามารถตรวจสอบได้ โดยเลื่อนเมาส์ไปบนลิงค์ แล้วดูที่แถบสถานะที่อยู่บริเวณด้านล่างของบราวเซอร์)" ในบล็อกของ Trend Micro ระบุชัดเจนว่า URL ที่ผู้ใช้คลิกไปนั้นจะดาวน์โหลดไวรัสโทรจันที่มีลักษณะเป็นไฟล์ .bin สามารถอัพเดตตัวเอง และขโมยข้อมูลในเครื่องของเหยื่อส่งออกไปได้

ดัง นั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า หากได้รับอีเมล์ที่มีการแจ้งอัพเดต Windows หรือแก้ไขบั๊กของซอฟต์แวร์จากไมโครซอฟท์ อย่าเปิดเมล์ และอย่าคลิ้กลิงค์ใดๆ ในเมล์เป็นอันขาด เพราะคุณอาจจะตกเป็นเหยื่อของแฮคเกอร์ได้โดยไม่รู้ตัว...เราเตือนท่าน แล้ว!!!

ที่มา:  http://www.arip.co.th/news.php?id=409317

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

แซมมวล มอร์สกับโลโก้กูเกิ้ลวันนี้

หากใครเข้าเว็บไซต์กูเกิ้ลวันนี้(27/04/2009) จะเห็นโลโก้แปลกๆ ดังรูป



ซึ่งรูปโลโกนี้ ถ้าแปลรหัสหรือถอดรหัสออกมาก็สามารถอ่านได้ว่า "google" นั่นเอง

แล้วเกี่ยวข้องยังไงกับนายแซมมวล มอร์ส
ก็เพราะรหัสขีดๆจุดๆที่อยู่บนโลโก้กูเกิ้ลนั้น มันเป็น รหัสมอร์ส ที่นายแซมมวล มอร์ส เป็นค้นคิดค้นขึ้นมาใช้นั่นเอง โดยรหัสมอร์ส เป็นตัวหนังสือที่ใช้ในการส่งโทรเลข และนายแซมมวล มอร์สก็เป็นคนคิดค้นประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลขอีกด้วย และเพื่อเป็นเกียรติแก่นายแซมมวล มอร์ส กูเกิ้ลก็เลยใช้โลโก้รหัสมอร์สแทนตัวอักษรแบบปกติ ที่เราๆท่านๆเคยเห็นกันก่อนหน้านี้ นั่นเอง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

:)

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

บิตคืออะไร คำว่าบิตในที่นี้ไม่ใช่บิททอเร้นท์นะ

บิต บิตคืออะไร คำว่าบิตในที่นี้ไม่ใช่บิททอเร้นท์นะ

บิต (bit) เป็นหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุด ใช้ระบบคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล และทฤษฎีข้อมูล

ข้อมูลหนึ่งบิต มีสถานะที่เป็นไปได้ 2 สถานะ คือ

* 0 (ปิด)
* 1 (เปิด)

เคลาด์ อี แชนนอน (Claude E. Shannon) เริ่มใช้คำว่า บิต ในงานเขียนของเขาในปี พ.ศ. 2491 โดยย่อจากคำเต็มคือ binary digit (หรือ binary unit) แชนนอนได้กล่าวถึงที่มาของคำนี้ว่ามาจาก จอห์น ดับบลิว ทูคีย์ (John W. Tukey)

ไบต์ (byte) เป็นกลุ่มของบิต ซึ่งเดิมมีได้หลายขนาด แต่ปัจจุบัน มักเท่ากับ 8 บิต ไบต์ขนาด 8 บิต มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ออกเท็ต (octet) สามารถเก็บค่าได้ 256 ค่า (28 ค่า, 0 ถึง 255) ส่วนปริมาณ 4 บิต เรียกว่านิบเบิล (nibble) สามารถแทนค่าได้ 16 ค่า (24 ค่า, 0 ถึง 15)

เวิร์ด (word) เป็นคำที่ใช้เรียกจำนวนบิตที่มากขึ้น แต่ก็ไม่มีขนาดเป็นมาตรฐานตายตัว บนเครื่องคอมพิวเตอร์สถาปัตยกรรม IA-32 จำนวน 16 บิตจะเรียกว่าเวิร์ด ในขณะที่ 32 บิตเรียกว่า ดับเบิลเวิร์ด (double word) หรือ dword ในขณะที่สถาปัตยกรรมอื่น ๆ หนึ่งเวิร์ดมีค่าเท่ากับ 32 บิต, 64 บิต หรือค่าอื่น ๆ

ในระบบโทรคมนาคม หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความเร็วในการส่งนิยมใช้หน่วยในรูปของ บิตต่อวินาที (bps - bits per second)

บิตเป็นหน่วยวัดข้อมูลเล็กที่สุดที่ใช้กันทั่วไป แต่ในขณะนี้มีการวิจัยกันในเรื่องการคำนวณทางควอนตัม (quantum computing) ซึ่งใช้หน่วยวัดข้อมูลเป็น คิวบิต (qubit) (quantum bit)

หน่วยนับ
* 1 กิโลบิต(Kb) = 1000 บิต หรือ 1024 บิต
* 1 เมกะบิต(Mb) = 1000 กิโลบิต หรือ 1024 กิโลบิต
* 1 จิกะบิต(Gb) = 1000 เมกะบิต หรือ 1024 เมกะบิต
* 1 เทราบิต(Tb) = 1000 จิกะบิต หรือ 1024 จิกะบิต

เพิ่มเติม

คำว่า  0 (ปิด), 1 (เปิด) นี้ ถ้าสังเกตปุ่มpower ของเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ ก็จะเห็นเป็นเลขศูนย์(0) และเลขหนึ่ง(1) ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ปิด/เปิด นั่นเองครับ

ที่มา: จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ตพร้อมวิดีโออธิบายประกอบ

จากที่เห็นในหลายๆเว็บบอร์ด เห็นมีคำถามเกี่ยวกับประวัติอินเตอร์เน็ต ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งบทความที่จะช่วยอธิบายความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต รวมทั้งประวัติอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เอาหล่ะ ไปดูกันเลยดีกว่าครับ

อินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต (Internet) ระบบเน็ตเวิร์ก (เครือข่าย) ขนาดใหญ่ที่ต่อเชื่อมเน็ตเวริก์ต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วย กันเปรียบเสมือนห้องสมุดสาธารณะขนาดมหึมา ที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยหรือความบันเทิง

ประวัติอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)

มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)

ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก

ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด

ประวัติอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535 และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (www.) กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด

วิดีโออธิบายประกอบประวัติอินเตอร์เน็ต(ภาษาอังกฤษ)
วิดีโออธิบายประกอบประวัติอินเตอร์เน็ตนี้ เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 นาทีกว่าๆ ซึ่งอธิบายประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ตอนต้น เริ่มกำเนิดจวบจนถึงปัจจุบัน ลองฟังดูนะครับ จะเข้าใจและเห็นภาพยิ่งขึ้น

[youtube 9hIQjrMHTv4]

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

เอไอเอสเปิดตัว Connect Talk ทดลองใช้บริการโทรต่างประเทศฟรี

เอไอเอส(AIS) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่ของไทย ได้เปิดตัวบริการ Connect Talk บริการโทรต่างประเทศฟรี (VoIP free call) ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโทรหากันทั้งในและต่างประเทศฟรี ผ่าน ConnectTALK Softphone (PC to PC) เพียงชวนเพื่อนสมัคร account ของ Connecttalk แล้วดาวน์โหลดโปรแกรม Connecttalk softphone มาลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็สามารถโทรหากันได้ฟรี ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก สามารถสมัคร account ใช้บริการฟรีได้ที่ www.connecttalk.com/



ซึ่งคุณสมบัติของ ConnectTALK แบบฟรี มีดังนี้

  • VoiceEmail - คุณสามารถเช็คข้อความเสียงที่ฝากไว้ได้ที่อีเมลล์ตามที่ระบุตอนสมัครใช้บริการ ง่าย ๆ แค่เปิด file.wave ที่แนบในอีเมลล์ คุณก็ไม่พลาดทุกการติดต่อ



  • Caller Number Display ( Caller-ID )- บริการโชว์หมายเลขโทรเข้า จะแสดงในโปรแกรม softphone ผ่านคอมพิวเตอร์ ให้คุณทราบหมายเลขทุกสายที่โทรมาหาคุณ



  • Ring tone selection - คุณสามารถเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าของ softphone ได้ด้วยตัวของคุณเอง ง่าย ๆ เพียงเลือกเพลงที่คุณชอบในรูปแบบของ file.wav ผ่านไอคอน ringtone


นอกจากนี้ยังมีบริการ ConnectCall ซึ่งเป็นบริการโทรจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือพีซี(PC) ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่(มือถือ)หรือโทรศัพท์บ้านทั้งในและต่างประเทศ ในราคาสุดประหยัดในราคาเริ่มต้น 1 บาทต่อนาที มากกว่า 200 ประเทศ ซึ่งจะเริ่มใช้งานในวันที่ 1 เมษายน 2552 นี้ รวมไปถึงบริการเช่าเบอร์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริการที่เปิดให้ลูกค้าที่อยู่ในประเทศไทย สามารถมีเบอร์โทรศัพท์ต่างประเทศได้ ทำให้คนที่โทรหาจากต่างประเทศมาไทย จะถูกคิดค่าบริการเป็นโทรในประเทศนั้น แทนที่จะต้องถูกคิดค่าบริการเหมือนโทรทางไกลแบบปกติ (Local Charging) ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดของบริการเพิ่มเติมได้ที่ www.connecttalk.com/ ครับ

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ต่อไปมาดูประโยชน์ของ RFID กับการกระจายสินค้ากันครับ

โดย บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น-ประเทศไทย



อาร์เอฟไอดี (Radio Frequency Identification : RFID) ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต การใช้งานแถบป้าย (tag) อาร์เอฟไอดีส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเน้นในเรื่องการช่วยเชื่อมโยงพันธมิตรทาง การค้าและสนับสนุนซัพพลายเชน แต่หากพิจารณาประโยชน์อาร์เอฟไอดี ผู้ผลิตควรมองไปที่กระบวนการดำเนินธุรกิจภายในไม่ใช่มองความต้องการให้สอด คล้องกับซัพพลายเชนของลูกค้าเท่านั้น
FRID for Logistic
อาร์เอฟไอดีเป็นส่วนประกอบหนึ่งของระบบ การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานไม่ใช่มองเฉพาะการนำแถบป้ายอาร์เอฟไอดีไปใช้ แต่ต้องออกแบบโซลูชั่นอาร์เอฟไอดีจากกระบวนการทางธุรกิจที่มีให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการระบุขั้นตอนการแยกประเภทข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูล การสื่อสารและดำเนินการ

เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อติดตามเส้นทาง เดินของวัตถุดิบ ระบุ ตู้สินค้า และติดตามอุปกรณ์ สามารถควบคุมลำดับที่มาของสินค้า และสามารถติดตามและจัดการวัตถุดิบ ติดตามสินทรัพย์ คลังสินค้า และกระบวนการจัดการในโรงงานได้

บริษัท โอลด์ โดมิเนียน เฟรท ไลน์ส (โอดีเอฟแอล) ผู้ให้บริการขนสินค้า และโลจิสติกส์ที่มีศูนย์บริการ 117 แห่ง ทั่วอเมริกาเหนือ มีการนำอาร์เอฟไอดีไปใช้ในการจัดการกองทัพรถบรรทุก 2,600 คัน และสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้การขนถ่ายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและ ใช้แรงงานน้อย

แถบป้ายอาร์เอฟไอดีถาวรจะติดตั้งอยู่ใน รถบรรทุก เมื่อรถบรรทุกเข้ามายังศูนย์บริการ เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีที่ประตูจะระบุตัวรถและแจ้งการมาถึงผ่านระบบแลนไร้ สาย จากนั้นผู้ดูแลจะกำหนดว่ารถคันไหนต้องไปเทียบท่าที่ใด โดยคนขับรถจะได้รับคำสั่งผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งภายในรถ ซึ่งจะทำหน้าที่รับข้อมูลจาก ผู้ควบคุมผ่านการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สาย หลังจากนำระบบนี้เข้ามาใช้งานสามารถปรับปรุงกระบวนการขนส่ง ลดปัญหาความผิดพลาดในการขนถ่ายสินค้า และสามารถระบุตัวพนักงานขับรถได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่บริษัทพาราเมาท์ ฟาร์มส ผู้ดำเนินการธุรกิจด้านถั่วในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้จัดป้อนถั่วพิตาชิโอให้กับสหรัฐมากถึง 60% ได้นำระบบอาร์เอฟไอดีเข้ามาใช้ในการดำเนินงานควบคุมการผลิต เพื่อเพิ่มระดับความถูกต้อง ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะมีรถบรรทุกที่ไปรับ ถั่วพิตาชิโอและอัลมอนด์จากเกษตรกรเข้ามายังบริษัทราว 400 คันต่อวัน รถแต่ละคันจะบรรทุกถั่วที่มีน้ำหนัก 5 หมื่นตัน ซึ่งหมายความว่าจะมีถั่วจำนวน 20 ล้านปอนด์ ที่บริษัทต้อง คัดแยกและจัดการในแต่ละวัน

เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีที่ติดตั้งไว้ในโรงงานสามารถระบุรถบรรทุก ผ่านการชั่งน้ำหนักแล้วได้อย่างถูกต้อง โดยไอดีของรถบรรทุกและ น้ำหนักถั่วจะถูกส่งผ่านระบบแลนไร้สายไปยังคอมพิวเตอร์ส่วนกลางภายในศูนย์ ดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทยังใช้คอมพิวเตอร์ไร้สายของบริษัทอินเตอร์เมคในการเก็บรวบรวมข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า

ตัวอย่างเช่น ปลูกที่ไหน วิธีการเก็บเกี่ยว และข้อมูลของผู้ปลูก โดยข้อมูลส่วนใหญ่ที่ถูกป้อนมาแล้วในบาร์โค้ด บริษัทเพียงแค่อ่านข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์พกพาและส่งต่อไปยังศูนย์ดำเนิน การเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดการคัดแยกเกรดสินค้า

จะเห็นได้ว่าบริษัทพาราเมาท์ และบริษัทโอดีแอฟแอล นำอาร์เอฟไอดีมาใช้ในการจัดการสินทรัพย์ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและมีต้นทุน สูง อาร์เอฟไอดีสามารถปรับใช้ได้ในหลายรูปแบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ วัสดุหรืองานในกระบวนการผลิต ตลอดจนการติดตามสินทรัพย์เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากแถบป้าย

อาร์เอฟไอดีสามารถถูกอ่านได้โดยไม่ต้องใช้คนงานจึงช่วยลดค่าใช้ จ่ายและเชื่อมั่นได้ถึงความถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ที่จะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติเมื่อผ่าน เครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี หากมีการเคลื่อนย้ายที่ไม่ได้รับอนุญาต ระบบจะแจ้งเตือนให้ทราบ จากการศึกษาของบริษัทแอคเซ็นเจอร์ พบว่าระบบอาร์เอฟไอดีสามารถช่วยผู้ผลิตลดปัญหาสินค้าสูญหายได้ราว 10% และลดปริมาณสินค้าคงคลังได้ถึง 5%

อาร์เอฟไอดีช่วยให้องค์กรสามารถติดตามลำดับที่มาของสินค้าหรือช่วย ด้านการระบุอายุใช้งานได้ แอปพลิเคชั่นด้านการติดตามสามารถช่วยเพิ่มความสามารถให้กับอาร์เอฟไอดีได้ ด้วยการปรับปรุงข้อมูลสินค้าตลอดอายุขัย แท็กอาร์เอฟไอดีแบบอ่านและเขียนได้สามารถเก็บหมายเลขไอดีสินค้าและมีหน่วย ความจำเพิ่มเติมสำหรับบันทึกข้อมูลอื่นๆ ได้ในภายหลัง จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการปรับปรุงแท็กสินค้าเป็นประจำ ข้อมูลต่างๆ จะใช้เป็นพื้นฐานในการการติดตามและระบุลำดับที่มาของสินค้า ได้จะช่วยประหยัดต้นทุนให้กับองค์กรได้ ในที่สุด

การทราบลำดับที่มาของสินค้าสามารถ ส่งเสริมการบริการ การดำเนินการส่งกลับและส่งคืนสินค้าได้ โดยบริษัทสามารถตรวจจับและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยระบบอา ร์เอฟไอดี ข้อมูลไอดีสินค้าจะสามารถยืนยันได้ว่าสินค้าถูกส่งไปยังสถานที่ที่ถูกต้อง หรือไม่ นอกจากนี้การเชื่อมโยงหมายเลขชิ้นส่วนแต่ละรายการกับลูกค้ายังช่วยให้บริษัท สามารถเรียกคืนสินค้าได้เมื่อต้องการ

นอกจากนี้ อาร์เอฟไอดียังช่วยให้การสำรองวัตถุดิบหรือสินค้าเป็นเรื่องง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการเคลื่อนย้ายสินค้าออกจากชั้นวางไปแล้ว ระบบก็จะแจ้งไปยังฝ่ายจัดซื้อเพื่อให้มีการนำสินค้ามาวางเพิ่มเติม สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรไม่จำเป็นต้องเก็บสต๊อกสินค้าไว้มากเกินจำเป็น ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเนื่องจากองค์กรไม่จำเป็นต้องเสียค่าดูแลใน การจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้า รวมถึงค่าเช่าพื้นที่ในการ จัดเก็บและแรงงานที่ต้องใช้อีกด้วย

ในหลายแอปพลิเคชั่น แถบป้ายอาร์เอฟไอดีทำหน้าที่เป็นกุญแจของระบบที่ใช้ปลดล็อกข้อมูลสินค้าจาก ฐานข้อมูล อาร์เอฟไอดีสร้างมูลค่าและให้ผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรับใช้ให้สอดคล้องกับระบบการทำงานที่มีอยู่ด้วย

เหตุผลหนึ่งที่แอปพลิเคชั่นของบริษัทโอดีเอฟแอล ประสบผลสำเร็จก็คือ การใช้ระบบแลนไร้สายและโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลเคลื่อนที่ที่บริษัท มีอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่ามีการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้สามารถรับข้อมูลจากตัวอ่านอาร์เอ ฟไอดีที่ประตู และ ส่งต่อข้อมูลนั้นไปยังผู้ปฏิบัติงาน เป็นการปรับปรุงกระบวนงานให้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องแทนที่เทคโนโลยีที่มีอยู่ ทำให้ได้รับผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แถบป้ายอาร์เอฟไอดีไม่ใช่สิ่งสำคัญรายการเดียว ยังต้องมีการใช้งานร่วมกับเครื่องอ่าน ซอฟต์แวร์และการรวมเข้ากับคอมพิวเตอร์ส่วนกลางผ่านการติดต่อไร้สาย แท็กอาร์เอฟไอดีแบบอ่านและเขียนได้สามารถใช้ซ้ำได้นับพันครั้ง พร้อมทั้งสามารถเข้ารหัสข้อมูลบนแท็กได้ การเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชั่นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ เครื่องพิมพ์ป้ายผนึกที่ฉลาดสามารถใช้เข้ารหัสแถบป้ายอาร์เอฟไอดีได้อย่างต้องการ

ที่มา: http://www.rfid.in.th

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

มาดูจุดเด่นของอาร์เอฟไอดี(RFID) กันต่อครับ

RFID TAG


RFID เป็นคำย่อมาจาก Radio Frequency identification หรือเทคโนโลยีการชี้เฉพาะด้วยคลื่นวิทยุอาร์เอฟไอดี เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 1980 เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ระบบบาร์โคด ทำไม่ได้ อาร์เอฟไอดี เป็นระบบติดตามโดยอาศัยคลื่นวิทยุในการระบุหรือค้นหาวัตถุ ซึ่งจะมีการติดการโค้ดหรือชิปไว้บนวัตถุนั้น ๆ ชิปดังกล่าวจะส่งคลื่นวิทยุออกมาทำให้ทราบว่าสินค้าหรือวัตถุนั้น ๆ อยู่ที่ใด และมีการเก็บข้อมูลไว้ในเครือข่ายสามารถตรวจสอบได้



ทั้งนี้องค์ประกอบในระบบ RFID มี 2 ส่วนหลักคือ

1. แทกส์ (Tages) มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Transponder, Transmitter & Responder เป็นฉลากที่ผนึกติดกับวัตถุ ใช้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้น โครงสร้างภายในแทกส์ประกอบด้วย ชิป และขดลวด ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเสาอากาศที่คอยรับ-ส่งสัญญาณ แทกส์มี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ Passive RFID Tags แทกส์ชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องรับแหล่งจ่ายไฟใดๆ เพราะมีวงจรกำเนิดไฟฟ้าเหนี่ยวนำขนาดเล็กเป็นแหล่งจ่ายไฟในตัวอยู่แล้ว ระยะการสื่อสารข้อมูลที่ทำได้สูงสุด 1.5 เมตร มีหน่วยความจำขนาดเล็ก (ทั่วไปประมาณ 32 – 128 บิต) มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ราคาต่อหน่วยต่ำ และ Active RFID Tags แท็กส์ชนิดนี้จะใช้แหล่งจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ขนาดเล็ก มีหน่วยความจำภายใจขนาดใหญ่ได้ถึง 1 เมกะไบต์ มีระยะการสื่อสารข้อมูลที่ทำได้สูงสุดถึง 6 เมตรแม้ว่าแท็กส์ชนิดนี้จะมีข้อดีอยู่หลายข้อแต่ก็มีข้อเสียอยู่ด้วยเหมือน กัน เช่น มีราคาต่อหน่วยแพง มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีระยะเวลาในการทำงานที่จำกัด


2. เครื่องอ่าน (Reader) มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Transceiver, Transmitter & Receiver หน้าที่ของเครื่องอ่านคือ การเชื่อมต่อเพื่ออ่านข้อมูลจากแทกส์



ส่วนจุดเด่นของอาร์เอฟไอดีที่สำคัญ คือ

1. การอ่านข้อมูลของฉลากที่ได้โดยไม่ต้องมีการสัมผัส


2. สามารถอ่านค่าได้แม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี หรือสามารถอ่านค่าได้ในขณะที่วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เช่น สินค้าที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนสายพานการผลิต


3. ทนต่อความเปียกชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก


4. สามารถอ่านข้อมูลได้ถูกต้องรวดเร็ว


5. สามารถสื่อสารผ่านตัวกลางได้หลายอย่างเช่น น้ำ, พลาสติก, กระจก หรือวัสดุทึบแสงอื่นๆในขณะที่บาร์โค้ดทำไม่ได้


ที่มา: http://www.rfid.in.th

มาทำความรู้จักกับ RFID เทคโนโลยีแห่งอนาคตกันครับ

RFID




RFID (Radio Frequency Identification) คือ ระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณ และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งส่งกำลังด้วยคลื่นแม่เหล็ก หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แทนการสัมผัสทางกายภาพ โดยมีการคาดการณ์กันว่าเทคโนโลยีดังกล่าว จะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ และการใช้ชีวิตประจำวันในระดับเดียวกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ,อี-คอมเมิทสร์(e--commerce) หรือแม้กระทั่งระบบสื่อสารไร้สายเลยก็ว่าได้


ระบบดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย อาทิ การค้าปลีก ,การค้าส่ง ,การผลิต ,การรักษาความปลอดภัย ,การทดแทนระบบบาร์โค้ด การเก็บประวัติ และติดตามสัตว์ เป็นต้น โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ได้แก่ บัตร Proximity ที่ใช้เป็นบัตรพนักงาน หรือเข้าออกสถานที่ และบัตรโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น

ความสำคัญของ RFID จะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเมื่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO ประกาศใช้อย่างจริงจัง โดยสินค้าต่างๆจะกระจายไปทุกที่ทั่วโลก จะมีการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการมากมายชนิดที่เรียกว่าไม่เคยเป็นมาก่อน ในอนาคตสินค้าโอท็อป (OTOP) ของประเทศไทยอาจไปวางขายอยู่ที่ประเทศอเมริกา และสินค้าจากประเทศอื่นที่อาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนจะมาวางขายในกรุงเทพฯ สินค้านับล้านล้านชิ้นจะถูกส่งข้ามโลกผ่านเมืองท่าต่างๆ

เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่จะมีอิทธิพลต่อการค้ารูปแบบใหม่นี้จะ เป็นอื่นไม่ได้ นอกจากผู้ที่สามารถควบคุมระบบขนส่ง(Logistic) และสายการผลิต (Supply chain)ได้ ในเมื่อต่อไปเรื่องต้นทุน ,ความรวดเร็ว และความถูกต้อง จะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการแข่งขัน และการอยู่รอดในตลาดโลก เนื่องจากสินค้าจะต้องสามารถตรวจสอบได้ถึงที่มา ทั้งกระบวนการผลิต ตลอดจนถึงวิธีการผลิต โดยไม่เว้นแม้แต่สินค้าการเกษตร เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่จะถูกส่งออกสู่ตลาดโลก จะต้องสามารถตรวจสอบถึงวิธีการเลี้ยง การให้วัคซีน การป้องกันโรคระบาด เพื่อผู้บริโภคจะมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและคุณภาพ

สิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลที่มาของสินค้า ผู้ผลิต สามารถบอกปลายทาง วันหมดอายุ ฯลฯ ทั้งหมดจะรวมอยู่ในเทคโนโลยีที่ถูกคาดการณ์ว่าเป็น 1 ใน 10 เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคน นั่นคือ เทคโนโลยีที่เรียกว่า "RFID"

โดยมีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2551 ตลาดทางด้าน RFID จะมีมูลค่ารวมกันทั่วโลกสูงถึง 124,000 ล้านบาท ล่าสุดในต่างประเทศทั้งที่อเมริกา และยุโรป ยักษ์ใหญ่ทางด้านการขาย และการผลิตกำลังอยู่ในระหว่างทดสอบระบบดังกล่าว เพื่อใช้ในระบบการผลิต โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานจริงในปี 2548 นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำทางด้านการขนส่ง และเทคโนโลยี เตรียมทุ่มเงินประมาณ 2,320 ล้านบาทภายในปี 2549 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในประเทศ

นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์ยังได้นำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี มาใช้ในการเชื่อมโยงท่าเรือระหว่างท่าเรือในประเทศ กับท่าเรือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยเป็นรายแรกในทวีปเอเชีย ที่นำระบบดังกล่าวมาทดลองใช้ในการผนึกตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดที่ส่งไปอเมริกา ตามมาตรฐานของ U.S. Container Security Initiative

ด้านการพัฒนาสิงคโปร์ยังได้มีการจัดกลุ่มบริษัท และองค์กรต่างๆภายในประเทศ มาร่วมมือกันทำงานเป็นกลุ่มเพื่อศึกษา และพัฒนาระบบดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่จะพัฒนาให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหาร และปฏิบัติการด้านดังกล่าวออกมา เพื่อรองรับการนำไปใช้ในภาคธุรกิจในอนาคต

ลองหันกลับมามองที่ประเทศไทยบ้าง เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีถือว่ายังเป็นที่รู้จักไม่แพร่หลายมากนัก โดยจะมีแค่เพียงกลุ่มเฉพาะที่ดำเนินธุรกิจ และมีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเท่านั้นที่รู้จัก นอกนั้นแทบจะไม่มีใครทราบเลยว่าเทคโนโลยีดังกล่าวคืออะไร ทั้งๆที่ในต่างประเทศกระแสดังกล่าวตื่นตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเกษตรซึ่งเป็นสินค้าของประเทศไทย ปัจจุบันมีความตื่นตัวอย่างมากในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช่ในการลงทะเบียน สัตว์

ไม่แน่เทคโนโลยี RFID อาจจะได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลายในประเทศไทยก็ว่าได้ เป็นเพราะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้อนุมัติคลื่นความถี่ย่ายยูเอชเอฟระหว่าง 920-925 เมกะเฮิรตซ์เพื่อนำไปใช้กับ RFID ซึ่งเป็นชิปที่ใช้ติดตัวสินค้าแทนบาร์โค้ด

ที่มา: http://www.rfid.in.th